นวัตกรชุมชน จำนวน 500 คน

เว็บไซต์
https://docs.google.com/spreadsheets/d/1O_l0RWGb9OXh4eG96e_0hZLOmPwEU5qLZIp04XjEJnM/edit?usp=sharing
การถ่ายทอดนวัตกรรมให้กับกลุ่มเป้าหมายด้วยกระบวนการ LIP
กระบวนการดำเนินงานที่ทำให้ท้องถิ่น สังคม หรือชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยการถ่ายทอดนวัตกรรมให้กับกลุ่มเป้าหมายด้วยกระบวนการ LIP มีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ทำความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในท้องถิ่น คณะผู้วิจัยได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นวิทยากรร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลและให้คำแนะนำแก่นวัตกรชุมชนจำนวน 500 ราย จาก 10 วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัด และเชื่อมโยงความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย (Stakeholder and User Engagement) ประกอบด้วย
1. อาจารย์โปรแกรมวิชาวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
3. อาสาสมัครปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน
4. ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ
5. หน่วยงานในท้องถิ่น ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล

ภาพที่ 1 การเชื่อมโยงนักวิจัย หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย
ขั้นตอนที่ 2 การสร้างกระบวนการเรียนรู้และจัดการความรู้ และการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนด้วยกระบวนการ LIP (Learning and innovation platform)
การสร้างกระบวนการเรียนรู้และจัดการความรู้ และการเพิ่มขีดความสามารถในการหาความรู้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 แห่ง โดยใช้การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมโดยกลไกการพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล แล้วสร้าง ตัวเรียนรู้และนวัตกรรมเกิดชุดความรู้จากการถอดบทเรียนการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย และชุมชน เกิดระบบคิดของชาวบ้าน/ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย และสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน โดยการยกระดับชุมชนและเสริมสร้างขีดความสามารถของนวัตกรชุมชน ตามกระบวนการ Learning and Innovation Platform (LIP) ได้แก่ 4 กิจกรรม และมีการประเมินเพื่อจัดระดับนวัตกรชุมชน โดยแบ่งนวัตกรชุมชนได้เป็น 4 ระดับ คือ ระดับที่ 1 รับเทคโนโลยีไปใช้และเข้าใจนวัตกรรม ระดับที่ 2 ถ่ายทอดนวัตกรรมไปสู่คนอื่นได้ ระดับที่ 3 ค้นหาและสร้างความรู้ใหม่ได้ ระดับที่ 4 สร้างการเรียนรู้และจัดการ LIP เพื่อคนในและนอกชุมชนได้ ดังแสดงในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 การสร้างกระบวนการเรียนรู้และจัดการความรู้ในการถ่ายทอดนวัตกรรมให้แก่เกษตรกร
ผู้เลี้ยงโคขุน
ขั้นตอนที่ 3 การจัดกิจกรรมเพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมและสร้างนวัตกรชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน มีดังนี้
3.1 กิจกรรมสร้างนวัตกรชุมชน/นายสถานี (Platform Admin) โดยการออกแบบและจัดการให้เกิดการเรียนรู้ และสร้างนวัตกรชุมชนด้านการเลี้ยงโคขุนที่ขับเคลื่อนด้วยเกษตรแม่นยำ ซึ่งจะเป็นผู้นำ
การเปลี่ยนแปลง (Change Agent) โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้นำเกษตรกร รวมทั้งอาจารย์ ครู นักวิชาการเกษตร หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อต่อให้เกิดการส่งผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัยจากนักวิจัยสู่ชุมชน โดยการสนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมในนวัตกรรมให้กับกลุ่ม Early Adopters ที่เป็นกลุ่มนักคิด ผู้นำในสังคม โดยการส่งผ่านจากกลุ่ม Innovators ด้วยการสร้าง Change Agent ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในฐานะที่เป็นข้อต่อของความเชื่อมโยง (linkage) ระหว่างผู้พัฒนานวัตกรรมกับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
3.2 กิจกรรมพัฒนาระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) เพื่อสร้างผู้ช่วยแนะนำ ให้คำปรึกษาหารือ และ
ช่วยสนับสนุนการใช้นวัตกรรมในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่มีประสบการณ์ในการเรียนรู้และการนำนวัตกรรมนั้นมาใช้ไปยังผู้ที่ไม่เคยสัมผัสหรือมีประสบการณ์กับนวัตกรรมนั้น ๆ นอกจากนี้ ระบบพี่เลี้ยงยังทำให้ผู้ที่จะทดลองใช้นวัตกรรมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทำให้สามารถป้องกันการล้มเลิกการทดลองใช้นวัตกรรมกลางคันได้ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้มากในการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรม
3.3 กิจกรรมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขยาย/เพิ่มจำนวนผู้ยอมรับนวัตกรรม เครือข่ายความร่วมมือนี้จะสามารถกระตุ้นให้กลุ่ม Early Majority และ Late Majority ซึ่งมีจำนวนรวมกันถึงเกือบร้อยละ 70 ให้สามารถได้รับความรู้ ความเข้าใจ และการบอกต่อเกี่ยวกับนวัตกรรมได้อย่างลึกซึ้งและรวดเร็วมากขึ้น ทั้งในระดับการฟัง การเห็น และการได้ลงมือปฏิบัติจริง
3.4 กิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (knowledge sharing) เพื่อให้สมาชิกในชุมชนที่ได้ทดลองใช้นวัตกรรมแล้ว ได้มีโอกาสบอกเล่าประสบการณ์ร่วมกับผู้พัฒนานวัตกรรมสู่ชุมชน เพื่อการขยายผลต่อไปใช้กลยุทธ์การสื่อสาร จากคนกลุ่มเดียวกันและมีความเป็นกันเอง สร้างความเข้าอกเข้าใจบนพื้นฐานของการรับรู้สภาพสังคม วัฒนธรรม และวิถีประชาร่วมกันได้
ตารางที่ 1 ผลการดำเนินกิจกรรม LIP ทั้ง 4 กิจกรรม
| กิจกรรม | เป้าหมาย | ผู้เกี่ยวข้องหลัก | ผลลัพธ์ |
| กิจกรรม 1 การถ่ายทอดองค์ความรู้และการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างนวัตกรชุมชน | พัฒนาความรู้พื้นฐาน | 1. คณะผู้วิจัย 2. วิทยากร 3. ปศุสัตว์อำเภอ | เกษตรกรเริ่มเข้าใจระบบและนวัตกรรม สร้างและคัดเลือกนายสถานี |
| กิจกรรม 2 การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในการใช้นวัตกรรมในพื้นที่เป้าหมาย | ขยายศักยภาพแบบพี่เลี้ยง | 1.นวัตกรระดับ 4 (นายสถานี) 2. ปศุสัตว์อำเภอ | นายสถานีแนะนำการใช้นวัตกรรมและเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่มนวัตกรรุ่นใหม่ |
| กิจกรรม 3 สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น | สร้างความร่วมมือกับเครือข่าย | อบต. ม.ราชภัฏอุดรธานี, ปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัด | สร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ |
| กิจกรรม 4 กิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Show & Share) | ถ่ายทอด-จุดประกาย | นวัตกรระดับ 4 นวัตกรระดับ 1–3 | สร้างแรงบันดาลใจและขยายผลโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคขุนให้ได้เกรด พรีเมียม |

ภาพที่ 3 ภาพกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน



1.2 งานวิจัยมีประโยชน์ต่อชุมชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต
1.2.1 ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย
1) นำผลจากนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอื่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนของประเทศไทย
2) สร้างมาตรฐานของการวิเคราะห์เกรดซากโคขุนในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และขยายผลการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่มาตรฐานสากลได้
3) เกษตรกรสามารถเก็บข้อมูลต้นทุนการให้อาหารและการเลี้ยงโค เพื่อนำไปวิเคราะห์ต้นทุนและควบคุมความเสี่ยงของราคาได้
4) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถรวบรวมข้อมูลเกษตรกร เพื่อนำมาวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพการเลี้ยงโค ตลอดจนวางแผนการเลี้ยงโคเพื่อเพิ่มจำนวนโคขุนสำหรับการแปรรูป
5) ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คุณภาพโคขุนได้
6) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน เกิดเป็นBig Data เพื่อใช้ในการวิเคราะห์วางแผนของภาครัฐและเอกชน ลดกระบวนการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนลง

ภาพที่ 4 ระบบตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพซากโคขุนและระบบวิเคราะห์เกรดซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ภาพที่ 5 การเชื่อมโยงข้อมูลเกิดเป็น Big Data การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรในจังหวัดนครราชสีมา
1.2.2 ผลกระทบที่เกิดจากงานวิจัย
ผลจากการถ่ายทอดนวัตกรรมระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ (AI Farm) ให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจำนวน 10 กลุ่ม ทำให้เกิดนวัตกรชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน จำนวน 500 ราย ที่สามารถใช้เกษตรแม่นยำ เพื่อยกระดับการเลี้ยงโคขุนที่สามารถติดตามการเติบโตของโคขุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เพิ่มคุณภาพการเลี้ยงเนื่องจากสามารถติดตามการเลี้ยงได้ทุกระยะ การเก็บข้อมูลด้านอาหารทำให้เกษตรสามารถวางแผนการให้อาหารตามช่วงวัย ทำให้ลดต้นทุนด้านอาหาร และเพิ่มคุณภาพเนื้อโคขุน ผลจากการใช้นวัตกรรม พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 เนื่องจากสามารถควบคุมคุณภาพการเลี้ยงได้อย่างเหมาะสม ทำให้ต้นทุนลดลงร้อยละ 5 สร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร ในการถ่ายทอดนวัตกรรมสร้างนายสถานี 50 ราย ที่สามารถเป็นต้นแบบและถ่ายทอดนวัตกรรมการเลี้ยงโคขุนด้วยเกษตรแม่นยำ และขยายผลสู่กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอื่นได้ ผลการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) มีค่าเท่ากับ 2.30 โดยมีผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้น คือ
1.2.2.1 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
1.รายได้ครัวเรือนของเกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 10 แห่ง มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 15
2. ต้นทุนการเลี้ยงโคลดลงเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5
3. เพิ่มรายได้จากการยกระดับมาตรฐานการประเมินเกรดซากโคขุนสู่มาตรฐานสากล
4. เพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับเนื้อโคขุนของแต่ละวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน เนื่องจากคุณภาพเนื้อ อาหารที่เลี้ยง และวิธีการดูแลมีความแตกต่างกัน ระบบตรวจสอบย้อนกลับของคุณภาพเนื้อโคขุนและซากโคขุน มีจุดเด่นที่ทำให้เนื้อคขุนแต่ละที่มีความแตกต่างและมีราคาสูงขึ้น เช่น โคขุนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขามทะเลสอ มีการให้กินวนิลา ในการขุนช่วงก่อนเข้าโรงเชือดทำให้รสชาติเนื้อมีกลิ่นที่แตกต่างจากเนื้อโคขุนที่อื่น หรือบางกลุ่มมีการเลี้ยงด้วยมะพร้าวทำให้รสชาติมีความแตกต่างกัน
1.2.2.3 ผลกระทบทางสังคม
1. สร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนเข้าใจและนำเกษตรแม่นยำมาใช้ในการวางแผนการเลี้ยงโคขุนตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้เกษตรกรและครัวเรือนสามารถทำงานในพื้นที่ได้ และเกษตรกรในวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลการเลี้ยงและความรู้ผ่านระบบออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานในพื้นที่อื่น
2. เกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีทำให้สามารถทำงานในพื้นที่และสามารถทำงานอื่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว
3. ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ ในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้และรองรับสังคมผู้สูงอายุ
1.2.2.4 ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
1. ลดการใช้กระดาษในการจดบันทึก การทำบัญชีต้นทุน สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ (Paper less)
2. ลดการใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงโคขุน โดยการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นหรือการให้อาหารที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย
3.ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในกลุ่มสมาชิกของวิสาหกิจชุมชน และการค้นหาข้อมูลสมาชิก/ข้อมูลโค สามารถทำได้โดยไม่ต้องเดินทาง
1.2.3.การขยายผลและการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภาครัฐ วิสาหกิจชุมชนและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความยั่งยืนในการใช้ระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะของให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน กลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอื่นๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผลจากการถ่ายทอดนวัตกรรมระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายเพิ่มขึ้นจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานการศึกษา วิสาหกิจชุมชน คณะผู้วิจัยได้รับความร่วมมือในเชิงพื้นที่กับกลุ่มเครือข่ายทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล ปศุสัตว์เขต 3 ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ปศุสัตว์อำเภอ เป็นต้น หน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเป้าหมาย และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งได้มีการแนะนำจากกลุ่มทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้มีการกระจายการใช้งานของระบบเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการสร้างโคขุนที่มีความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ทำให้คณะผู้วิจัยเกิดองค์ความรู้ในการต่อยอดนวัตกรรมการเลี้ยงโคขุนโดยเฉพาะ การเลี้ยงโคขุนต้นน้ำ ซึ่งเกษตรกรปัจจุบันประสบปัญหาราคาโคมีชีวิตตกต่ำมาก ในขณะที่ตลาดโคขุนเกรดพรีเมียมยังมีความต้องการอยู่ ทำให้คณะผู้วิจัยได้แนวคิดในการพัฒนาต่อยอดระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ โดยได้รับทุนวิจัย บพท. ต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

ภาพที่ 6 การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภาครัฐ วิสาหกิจชุมชนและมหาวิทยาลัย
ตารางที่ 2 การวิเคราะห์รายได้และต้นทุนการเลี้ยงโคขุนของกลุ่มเกษตรกรที่นำนวัตกรรมระบบบริหารการจัดการฟาร์มอัจฉริยะไป

1.2 ประเด็นการวิจัยเกิดจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
1.2.1 มีกระบวนการวิจัยที่ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้มีการพัฒนาระบบเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมกระบวนการเลี้ยงโคขุน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ คือ กรมปศุสัตว์ เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลการผสมเทียม แจ้งข้อมูลการขึ้นทะเบียนโค ดึงข้อมูลสายพันธุ์พ่อแม่โคผ่าน API ของฐานข้อมูลปศุสัตว์ ในขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์สามารถดึงข้อมูลการเลี้ยงโค วิเคราะห์ต้นทุนและวางแผนวางแผนการเลี้ยงโคขุน รวมทั้งเก็บประวัติการเลี้ยง และการแจ้งจดทะเบียนโคขุน ผ่านแอปพลิเคชัน thAIFarm ทำให้ลดเวลาในการเดินทาง การสื่อสาร และประหยัดทรัพยากร เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐและวิสาหกิจชุมชน โดยมี น.สพ.ชุมพล บุญรอด ผู้อำนวยการปศุสัตว์เขต 3 หัวหน้าปศุสัตว์จังหวัดหัวหน้าหน่วยผสมเทียม พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เขต 3 เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูล และประสานงานกับส่วนกลางของกรมปศุสัตว์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการในการดึงข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบริหาร เช่น ข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลโคข้อมูลดรคระบาด เป็นต้น ซึ่งปศุสัตว์ยังขาดข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในส่วนดังกล่าว

ภาพที่ 7 การเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐและวิสาหกิจชุมชน โดยมี น.สพ.ชุมพล บุญรอด ผู้อำนวยการปศุสัตว์เขต 3 หัวหน้าปศุสัตว์จังหวัดหัวหน้าหน่วยผสมเทียม พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เขต 3
คณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ทำความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อวากิวโคราชอำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และโรงเชือดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการนำนวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้

ภาพที่ 8 ทำความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อวากิวโคราชอำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และโรงเชือดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
การพัฒนา “นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ได้ทำความร่วมมือกับปศุสัตว์เขต 3 โดยมี น.สพ.ชุมพล บุญรอด ผู้อำนวยการสำนักงานปศุสัตว์เขต 3 พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จำนวน 15 คน ณ ห้องประชุม สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 จังหวัดนครราชีสมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลฐานข้อมูลของกรมปศุสัตว์ เช่น การผสมเทียมและสายพันธ์พ่อแม่โคของกรมปศุสัตว์ การแจ้งจดทะเบียนโคขุน การขออนุญาตเคลื่อนย้ายโค โดยสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดเวลาและประหยัดทรัพยากร เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐและวิสาหกิจชุมชน

ภาพที่ 9 นำเสนอผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม “นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ณ ห้องประชุม สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 จังหวัดนครราชสีมา
ในส่วนของโรงเชือดและการขายซากโคขุน นวัตกรรมระบบบริการจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุรภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการประเมินซากโคขุน โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยในการวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ไขมันเทรก ไขมันพอก และตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลสายพันธุ์ ข้อมูลการเลี้ยง ที่เป็นประโยชน์ในการประกอบการตัดสินใจให้เกรดซากโคขุนสำหรับผู้ประเมิน ทำให้การประเมินเกรดซากโคขุนมีมาตรฐานมากขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบการประเมินเกรดซากโคขุน ราคาซาก ออกใบรับรอง ได้แบบเรียลไทม์ ลดระยะเวลาของกระบวนการดังกล่าว ร้อยละ 80 เกษตรกรสามารถใช้ระบบประมูลซากโคขุนออนไลน์ทำให้ได้ราคาซากที่สูงขึ้น เนื่องจากมีกลุ่มผู้ซื้อที่กว้างขึ้นจากการประมูลซากโคขุนผ่านระบบออนไลน์

ภาพที่ 10 สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเชือด มทส.

ภาพที่ 11 กิจกรรมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม
1.2.2 มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมหรือชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ผลงานนวัตกรรม เรื่อง “การถ่ายทอดเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้นวัตกรรมระบบบริหารจัดการ
การเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มศักยภาพ
และขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน” ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เป็นการขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (APPROPRIATE TECHNOLOGY) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้หนี้สินครัวเรือน ประจำปี 2567 โดยการนำผลการพัฒนานวัตกรรมการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ปี พ.ศ. 2566 นำไปขยายผลและพัฒนานวัตกรรมให้เหมาะสมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ (เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน) คือ การคัดเลือกสายพันธุ์ การขึ้นทะเบียนโคผ่านระบบฐานข้อมูลของกรมปศุสัตว์เพื่อให้ได้หมายเลข NID เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและประหยัดเวลาในการติดต่อหน่วยงานภาครัฐของเกษตรกร ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยได้พัฒนากลางน้ำ (กระบวนการเลี้ยงโคขุน) ระบบสามารถจัดเก็บข้อมูลการให้อาหารในแต่ละวันและวิเคราะห์ต้นทุนต่อวันของโคแต่ละตัว ทำให้เกษตรกรสามารถติดตามการเติบโตและวิเคราะห์ต้นทุนการเลี้ยงได้แบบเรียลไทม์เกษตรกรสามารถแจ้งการเคลื่อนย้ายโคเพื่อส่งโรงเชือดผ่านระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่นัดหมายในการลงมาตรวจสอบมาตรฐานการเคลื่อนย้ายและออกใบรับรองระบบสามารถวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนโดยใช้ภาพถ่ายซากโคขุนที่เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพเข้าสู่ระบบผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ระบบแจ้งเตือนไปยังผู้ประเมินพร้อมทั้งมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์เกรดซากโคขุนจากภาพผู้ประเมินสามารถส่งผลการประเมินเกรดซากโคขุนผ่านระบบ ทำให้เกษตรกรสามารถทราบเกรดและราคาประเมินซากโคขุนได้แบบเรียลไทม์ ปลายน้ำ (ผู้บริโภค) มีระบบการประมูลซากโคขุนผ่านระบบออนไลน์ และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คุณภาพซากโคขุนและเนื้อโคขุนที่ผ่านการแปรรูปโดยมีการถ่ายทอดนวัตกรรมดังกล่าว ให้แก่ วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน จำนวน 500 ราย จาก 10 วิสาหกิจชุมชน ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดอุดรธานี ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อราชการและชุมชน
| ลำดับ | ชื่อกลุ่ม | จำนวนเกษตร |
| 1 | วิสาหกิจชุมชนโคเนื้อโคราชวากิว อำเภอขามทะเลสอ | 177 |
| 2 | วิสาหกิจชุมชนโคเนื้อวากิวโคราช อำเภอสูงเนิน | 32 |
| 3 | กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อไทยแบล็คโคราช | 92 |
| 4 | วสันต์การเกษตรฟาร์ม 2 | 1 |
| 5 | วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนหันห้วยทราย | 62 |
| 6 | ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) | 14 |
| 7 | สหกรณ์โคกสูงพัฒนา กระบือโค อุดรธานี จำกัด | 49 |
| 8 | วิสาหกิจโคขุนแจ่มอารมณ์พัฒนา | 30 |
| 9 | กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านน้อยพัฒนา หมู่ 7 | 30 |
| 10 | วิสาหกิจชุมชนโคขุนลุ่มน้ำชี | 12 |
1.2.3 มีการสร้างทีมวิจัย/นักวิจัยใหม่อย่างต่อเนื่อง
1.2.3.1 สร้างเครือข่ายนักวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยภายนอก เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยการร่วมมือในการเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่และติดตามผลการนำนวัตกรรมไปใช้ เช่น การประเมินรายได้และลดต้นทุนจากการเลี้ยงโคขุน ผ่านการใช้นวัตกรรม การแนะนำกลุ่มวิสาหกิจอื่นๆ ในพื้นที่ในการขยายผลการใช้นวัตกรรมในพื้นที่อื่น


ภาพที่ 12 การสร้างเครือข่ายนักวิจัยร่วมกับดร.วลัยลักษณ์ แก้ววงษา อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
1.2.3.2 สร้างเครือข่ายนักวิจัย ร่วมกับ ปศุสัตว์อำเภอ เพื่อเก็บข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกรและกระตุ้นการนำนวัตกรรมไปใช้

ภาพที่ 13 การสร้างเครือข่ายนักวิจัย ร่วมกับ ปศุสัตว์อำเภอจำนวน 10 อำเภอ
1.2.3.3 สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 4 โดยใช้โจทย์วิจัยเชิงพื้นที่ นำนักศึกษาลงพื้นที่พบผู้ประกอบการ ณ บังอรฟาร์ม ตำบลมะเกลือเก่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ และแนะนำนักศึกษาในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง โดยผลงานวิจัย เรื่อง Predition of Korat Wagyu Cattle Body weight using Deep Learning Techniques. สามารถประกวดได้รับรางวัล จำนวน 2 รางวัล คือ
1) ในกิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา: บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม 2567 ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร โดยผลงาน เรื่อง ระบบการวิเคราะห์และติดตามการเจริญเติบโตของโคเนื้อพันธุ์โคราชวากิวด้วยการเรียนรู้เชิงลึก ได้รับรางวัลคุณภาพระดับ 4 ดาว ได้รับเงินรางวัล 4,000 บาท

ภาพที่ 14 กิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา: บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม
2) ได้รับรางวัลชมเชย ในการประกวดระดับนานาชาติ Young Rising Star Science Award 2024 ได้รับรางวัลชมเชย โครงงาน เรื่อง Predition of Korat Wagyu Cattle Body weight using Deep Learning Techniques

ภาพที่ 15 ภาพกิจกรรมในการประกวดระดับนานาชาติ Young Rising Star Science Award 2024
1.2.3.4. มีการนำนักศึกษามาช่วยงานเชิงพื้นที่ ทำให้นักศึกษาเข้าใจการทำงาน และเห็นวิธีการพัฒนานวัตกรรมและการเผยแพร่สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง

ภาพที่ 16 นักศึกษามาช่วยงานเชิงพื้นที่และช่วยสอนนวัตกรในการใช้ระบบนัวตกรรม
1.3 มีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
การถ่ายทอดนวัตกรรมระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ ได้รับทุนวิจัยการถ่ายทอดนวัตกรรมพร้อมใช้ (Appropriated Technology) จาก บพท. ปี 2567 และได้รับทุนวิจัยต่อเนื่องจากบพท. ปี 2568 โดยทำงานเชิงพื้นร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ จำนวน 12 อำเภอ โดยท่านพศวี สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ให้เกียรติเป็นที่ปรึกษาและวิทยากรของโครงการ นอกจากยังได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครปศุสัตว์หมู่บ้าน ในการทำงานร่วมกัน โดยในปี พ.ศ. 2567 ได้ถ่ายทอดนวัตกรรมระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ (AI Farm) ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดอุดรธานี ให้แก่วิสาหกิจชุมชน จำนวน 10 แห่ง สร้างนวัตกรชุมชน จำนวน 500 ราย โดยเป็นนายสถานีจำนวน 50 ราย

ภาพที่ 17 ท่านพศวี สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่ปรึกษาและวิทยากร
1.4 การเผยแพร่สู่สาธารณชน
1.4.1 ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลและนำเสนอผลงานวิจัย “ระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ (AI Farm)และระบบวิเคราะห์ซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาต 2568 (Thailand Research Expo 2025)

ภาพที่ 18 การเผยแพร่ข้อมูลและนำเสนอผลงานวิจัย “ระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ (AI Farm)และระบบวิเคราะห์ซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาต 2568 (Thailand Research Expo 2025)
1.4.2 ร่วมนำเสนอภายใต้โครงการวิจัย”การบริหารจัดการเพื่อขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้หนี้ครัวเรือน ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน พศ.2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

ภาพที่ 19 การนำเสนอผลงานวิจัย ม.ราชภัฏอุดรธานี ส่งเสริมนวัตกรรมสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างองค์ความรู้สู่ชุมชน
1.4.3 เข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดนิคมนวัตกรรมชุมชน เวทีประกวด และนิทรรศการ APP Tech เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ณ เซ็นทรัลนครศรีธรรมราช

ภาพที่ 20 เข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดนิคมนวัตกรรมชุมชน เวทีประกวด และนิทรรศการ APP Tech เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ณ เซ็นทรัลนครศรีธรรมราช
1.4.4 การถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อทำความร่วมมือและเชื่อมโยงกับ
ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา และกลุ่มโรงเชือด พร้อมปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในวันที่
25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ภาพที่ 21 การถ่ายทอดการใช้นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนให้กับ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา และกลุ่มโรงเชือด
1.4.5 การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Show & Share) โดยเปิดเวทีโดยนวัตกรถ่ายทอดประสบการณ์จริง จากการใช้นวัตกรรม และจุดประกายนวัตกรรายใหม่ ได้ทำการจัดกิจกรรม “Show & Share” ระดับตำบล/จังหวัด

ภาพที่ 22 นายสถานีถ่ายทอดองค์ความรู้ประสบการณ์จริง จากการใช้นวัตกรรม
1.5 การพัฒนาเครื่องมือสื่อสารผ่านโซเซียลมีเดีย สำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสารและเชื่อมโยงเกษตรกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่
1.5.1 ช่องยูทูปชื่อ AiFarm THAILAND และสร้างสื่อออนไลน์ เพื่อสอนการใช้งานระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับเกษตรกร ผู้ดูแลระบบ ผู้ประเมิน โรงเชือด

ภาพที่ 23 ช่องยูทูป AiFarm THAILAND และคลิปคู่มือการใช้งานระบบ
1.5.2 เว็บไซต์ URL: www.thaifarm.net เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารไปยังเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับหน่วยงาน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป้าหมาย รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่และเชื่อมโยงไปยังโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้อง

ภาพที่ 24 เว็บไซต์ www.thaifarm.net เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
1.5.3 ช่องทางติดต่อผ่านเฟสบุ๊ค AiFarm THAILAND เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารไปยังเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับหน่วยงาน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป้าหมาย รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่และเชื่อมโยงไปยังโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้อง

ภาพที่ 25 เฟสบุ๊ค AiFarm THAILAND เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
แหล่งอ้างอิงข้อมูล


