โครงการวิจัย ปีงบประมาณ 2567
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย)
การถ่ายทอดเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน
ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ)
Technology transfer and application of innovative management systems for raising cattle and Analysis of the quality of fattening cattle carcasses using artificial intelligence technology to increase the potential and competitiveness of cattle fattening community enterprises, fiscal year 2024.
บทสรุปผู้บริหาร
โครงการวิจัยเรื่อง การถ่ายทอดเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้นวัตกรรมการจัดการฟาร์มและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ให้สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในพื้นที่เป้าหมาย รวมถึงเพื่อพัฒนานวัตกรชุมชนด้านการเลี้ยงโคขุนด้วยเกษตรอัจฉริยะ และสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบการเกษตรแม่นยำ ส่งเสริมให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุน กระบวนการดำเนินงานของโครงการใช้กรอบแนวคิด Learning and Innovation Platform (LIP) ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาระบบพี่เลี้ยง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผลจากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวทำให้สามารถพัฒนานวัตกรชุมชนจำนวน 500 คน จาก 10 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนในพื้นที่เป้าหมาย ประกอบด้วย 1) วิสาหกิจโคเนื้อโคราชวากิว (ขามทะเลสอ) 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อวากิวโคราช อำเภอสูงเนิน 3) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อไทยแบล็คโคราช 4) วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนหันห้วยทราย 5) วสันต์การเกษตรฟาร์ม 2 6) ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 7) สหกรณ์โคกสูงพัฒนา กระบือโค อุดรธานี จำกัด 8) วิสาหกิจโคขุนแจ่มอารมณ์พัฒนา 9) กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านน้อยพัฒนา หมู่ 7 10) วิสาหกิจชุมชนโคขุนลุ่มน้ำชี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ เกษตรกร ผู้ดูแลระบบ โรงเชือด ผู้ประเมิน นวัตกรรมมีระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยี (TRL) อยู่ในระดับที่ 8 ระดับความพร้อมด้านสังคม (SRL) อยู่ในระดับที่ 7 โดยเกษตรกรมีการยอมรับนวัตกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น โดยผลการประเมินผลตอบแทนเชิงสังคม เท่ากับ 2.30 จากผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการเลี้ยงโคขุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ในช่วงร้อยละ 5.56 ถึง 11.76 และเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายโคขุน โดยเฉพาะกลุ่มโคเนื้อโคราชวากิว อำเภอขามทะเลสอ มีรายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 33.22 เนื่องจากสามารถใช้ระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะในการปรับวัตถุดิบในท้องถิ่นและปรับสูตรอาหารให้เหมาะสมกับต้นทุน ทำให้เกิดการบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล สามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ผ่านสมาร์ทโฟน ผลจากการถ่ายทอดนวัตกรรมทำให้ได้นวัตกรชุมชน จำนวน 500 คน ที่สามารถใช้ระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ เพื่อยกระดับการเลี้ยงโคขุนที่มีมาตรฐาน ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพเนื้อโคขุน ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และสามารถควบคุมต้นทุนให้ลดลงร้อยละ 5 สร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรและสามารถเป็นแกนนำในการถ่ายทอดเทคโนโลยีขยายสู่กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอื่นได้ ส่งผลให้คุณภาพของซากโคขุนดีขึ้นและสามารถรองรับระบบตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Executive Summary
Technology transfer and application of beef cattle management system and carcass quality analysis using artificial intelligence technology for increasing potential and competitive ability to community enterprise of beef cattle fattening project. This research project aims to apply farm management innovations and AI-powered cattle carcass quality analysis technology to enhance economic and social value for cattle farmers in target areas, develop community innovators in cattle farming through smart agriculture, and create farmer networks driven by precision agriculture systems to promote enhanced competitiveness of cattle farming community enterprises. The project's operational process utilized the Learning and Innovation Platform (LIP) framework, comprising four main activities: knowledge transfer, development of a mentoring system, creation of a collaborative network in target areas, and sharing of experiences. These activities resulted in the development of 500 community innovators from 10 cattle farming community enterprise groups in target areas, comprising 1) Korat Wagyu Beef Enterprise (Kham Thale So) 2) Korat Wagyu Beef Community Enterprise Group, Sung Noen District 3) Thai Black Korat Beef Cattle Community Enterprise Group 4) Han Huai Sai Cattle Farming Community Enterprise 5) Wasan Agricultural Farm 2 6) Agricultural Product Production Efficiency Learning Center (APEC) 7) Khok Sung Phatthana Buffalo-Cattle Cooperative, Udon Thani Limited 8) Jaem Arom Phatthana Cattle Enterprise 9) Ban Noi Phatthana Cattle Farming Group, Village 7 10) Chi River Basin Cattle Community Enterprise. The stakeholders consist of four groups (e.g. farmers, system administrators, slaughterhouses, and evaluators). The innovation has a Technology Readiness Level (TRL) of 8 and a Social Readiness Level (SRL) of 7, Farmers have increasingly adopted innovations to enhance their quality of life, and community-based beef cattle enterprises have become significantly stronger. According to the Social Return on Investment (SROI) evaluation, the project generated a return of 2.30. The study found that farmers could effectively adopt the Smart Farm Management System in their beef cattle fattening processes, leading to a production cost reduction of approximately 5.56% to 11.76%. Moreover, farmers increased their income from the sale of fattened cattle, with the Korat Wagyu beef cattle group in Kham Thale So District achieving the highest income increase of 33.22%. This was made possible by utilizing the Smart Farm Management System to adjust local raw materials and optimize feed formulas based on cost efficiency, resulting in data-driven beef cattle farming management. Farmers can access real-time data via smartphones. Through the technology transfer process, 500 community innovators have been developed who are now capable of utilizing the Smart Farm Management System to enhance beef cattle farming standards, reduce costs, and improve beef quality. This resulted in a 15% increase in income and a 5% reduction in costs, thereby creating sustainability for farmers. These innovators also serve as leaders in disseminating technology to other farmer groups and community enterprises. As a result, the quality of beef carcasses has improved, and an efficient traceability system has been successfully implemented.
วัตถุประสงค์
1) เพื่อประยุกต์ใช้นวัตกรรมระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ให้สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนกลุ่มเป้าหมาย
2) เพื่อพัฒนานวัตกรชุมชนด้านการเลี้ยงโคขุนด้วยเกษตรอัจฉริยะและสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนขับเคลื่อนด้วยเกษตรแม่นยำ
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากการประเมินผลครั้งนี้ แบ่งเป็น 10 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่
1) วิสาหกิจโคเนื้อโคราชวากิว (ขามทะเลสอ)
2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อวากิวโคราช อำเภอสูงเนิน
3) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อไทยแบล็คโคราช
4) วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนหันห้วยทราย
5) วสันต์การเกษตรฟาร์ม 2
6) ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
7) สหกรณ์โคกสูงพัฒนา กระบือโค อุดรธานี จำกัด
8) วิสาหกิจโคขุนแจ่มอารมณ์พัฒนา
9) กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านน้อยพัฒนา หมู่ 7
10) วิสาหกิจชุมชนโคขุนลุ่มน้ำชี

จากภาพ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชน 10 กลุ่ม จำนวนเกษตรกร 500 คน ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา 12 ตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด 2 ตำบล และจังหวัดอุดรธานี 2 ตำบล โรงเชือด 3 แห่ง กรรมการประเมิน 3 คน เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์และผลิตอาหารสัตว์ ร้านขายเนื้อและร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงสัตวบาล ปศุสัตว์อาสาประจำหมู่บ้าน ปศุสัตว์อำเภอ จำนวน 12 อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ปศุสัตว์เขต 3 องค์การบริหารส่วนตำบล 16 แห่ง ใช้งานระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีการประมวลผลบนระบบคลาวด์ โดยมีผู้ดูแลระบบทำหน้าที่ในการบริหารจัดการข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงทุกส่วน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
การถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนและการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ ได้แก่
1 ด้านวิชาการ
เพิ่มพูนทักษะและองค์ความรู้ในการทำวิจัยเชิงพื้นที่ให้กับคณะนักวิจัย
สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล ปัญหา อุปสรรค และความต้องการ จากการใช้งานนวัตกรรม เพื่อนำมาต่อยอดองค์ความรู้มาพัฒนาและปรับปรุงงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับชาติและนานาชาติ
2 ด้านสังคม ประกอบด้วย ด้านสาธารณะ ด้านชุมชนและพื้นที่ และด้านสิ่งแวดล้อม
1) ชุมชนมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม
2) ชุมชนมีงานทำ และไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด
3) สร้างอาชีพและรองรับสังคมผู้สูงอายุ
4) รักษ์สิ่งแวดบ้อมลดการใช้กระดาษ (Paper less) ลดการใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงโคขุน
3 ด้านนโยบาย
สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมถึงนักวิชาการท้องถิ่น สามารถใช้ข้อมูลจากการเลี้ยงโค การควบคุมคุณภาพการเลี้ยง การระบาดของโรค ให้กับกลุ่มเป้าหมาย
4 ด้านเศรษฐกิจ
1) รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และต้นทุนการเลี้ยงโคลดลง
2) ยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคและระบบคัดแยกเกรดสู่มาตรฐานสากล
ผลลัพธ์การวิจัย









